Translate

Monday, July 14, 2014

เรียนคำศัพท์จากการอ่านเมนูในร้านอาหารหรือภัตตาคาร

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์เข้าร้านอาหารหรือภัตตาคารที่มีเมนูภาษาอังกฤษมาบ้าง บางคนอาจจะไม่รู้จักคำศัพท์บางคำ แต่การสังเกตอาจจะทำให้เราจำคำศัพท์บางคำไปในตัวได้เลยนะคะ โพสต์นี้ขอกล่าวถึงคำศัพท์เกี่ยวกับอาหารบ้างที่นุชได้สังเกตและจำมาได้บางคำนะคะ

ก่อนที่เราจะพูดถึงประเภทของอาหารที่จะพบในเมนู ขอยกตัวอย่างคำศัพท์ที่เกี่ยวกับอาหารบางคำซักเล็กน้อยพอเป็นน้ำจิ้มก่อนละกันนะคะ เริ่มที่คำว่า Food คำนี้แปลว่าอาหาร เป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไป ทั้งทางการและไม่ทางการ อีกคำนึงที่แปลว่าอาหารก็คือ Aliment แต่คำนี้จะเป็นทางการ (เช่น ใช้ในบทความเชิงวิชาการ) หรือภาษาเขียน มากกว่าที่จะใช้ในภาษาพูด ส่วนคำว่า Diet ก็แปลว่าอาหาร แต่โดยมากจะใช้ในการพูดหรือเขียนที่สื่อถึงอาหารที่ผู้บริโภคใส่ใจในการเลือก เช่น เราอาจจะพบคำว่า Diet ในบทความที่เกี่ยวกับอาหารชีวจิตหรืออาหารที่มีประโยชน์กับสุขภาพ นอกจากนี้ ถ้าเราพบคำว่า on a diet (เช่น I'm on a diet.) ก็หมายความว่า ลดน้ำหนัก หรือที่คนไทยนำมาย่อสั้นๆ ว่าไดเอต 



ถ้าเราเคยอ่านฉลากผลิตภัณฑ์อาหาร เราอาจจะพบคำว่า Nutrition Facts หรือข้อมูลโภชนาการ ที่บอกถึงส่วนประกอบของอาหาร และสารอาหารที่เราจะได้รับ คำว่า Nutrition หมายถึงโภชนาการ หรือวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและสุขภาพ อ่านดูก็พอจะเดาได้ใช่มั๊ยคะ ว่าคำๆนี้ ใช้ในเชิงวิชาการ ส่วนถ้าใครชอบเดินดูแผงนิตยสารในร้านหนังสือ จะคุ้นๆกับคำว่า Cuisine ซึ่งแปลว่า การเตรียมอาหาร หรืออาหารเฉยๆก็ได้ค่ะ

ทีนี้ขอพูดถึงคำศัพท์ที่บ่งบอกประเภทอาหาร ที่เราจะพบได้ตามเมนูในร้านอาหาร(ที่ค่อนข้างราคาสูง)ซักหน่อยนะคะ คำแรกที่พบบ่อยๆเลยก็คือ Appetizer/Hors d'oeuvre/Starter คำทั้งสามคำนี้ก็คือ อาหารเรียกน้ำย่อย คำว่า Hors d'oeuvre (อ่านว่า ออเดิร์ฟ) และคำว่า Appetizer จะพบเห็นได้ทั่วไปในเมนู ส่วน Starter ก็พบในเมนูเช่นกัน แต่บางทีจะใช้ในภาษาพูดมากกว่า อีกคำที่อยากนำเสนอก็คือ Finger food คำนี้ไม่มีคำแปลในภาษาไทย แต่ถ้าจะแปลตรงๆก็คือ อาหารที่ใช้มือจับและรับประทานได้เลยโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พวกช้อนส้อมช่วย อาหารพวกนี้ ก็อย่างเช่น คุ้กกี้ นักเก็ต ฮอตดอก เป็นต้น ซึ่งบางครั้ง Finger food ประเภทคาว ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทอาหารเรียกน้ำย่อยด้วยนะ



คำต่อมาก็คือ Entrée (อองเทร่) คำนี้จะหมายถึงอาหารอีกอย่างที่เสิร์ฟก่อนอาหารจานหลัก(มักจะเป็นอาหารที่หนักกว่า Appetizer) เช่น กราแตง (Gratin) แต่ถ้าเป็นร้านอาหารอเมริกัน คำว่า Entrée นี้จะหมายถึงอาหารจานหลัก ซึ่งคำว่่า Main course/ Main dish ก็มีความหมายเดียวกัน อาหารเหล่านี้ เช่น สเต็ก (Steak) สปาเกตตี (Spaghetti) บางครั้งอาหารจานหลักจะเสิร์ฟพร้อม Side dish (เครื่องเคียง) ไว้รับประทานแกล้ม เช่น มันฝรั่งอบ (Baked potato) หรือซุปต่างๆ (Soup) ส่วนสลัด (Salad) อาจจะถูกจัดให้อยู่ในประเภท Side dish หรือ Main dish ก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทและปริมาณของสลัด

อาหารที่กล่าวมาข้างต้น มักเป็นอาหารที่มีรสชาติคาว (Savory - American หรือ Savoury - British คำนามจะแปลว่า ขนมที่มีรสชาติเผ็ด เค็ม หรือรสอื่นๆที่ไม่ใช่รสหวาน อาจเรียกว่าเป็นของคาว
หรือคำคุณศัพท์ (Adj.) จะแปลว่า มีรสชาติอื่นๆที่ไม่ใช่รสหวาน หรือแปลว่ามีรสชาติ/กลิ่นที่น่าหลงใหลก็ได้) ถ้ายังไม่อิ่มเกินไป เราก็อาจจะตบท้ายด้วยของหวาน (Dessert) ซึ่งของหวานนี้มีอยู่หลายอย่าง เช่น Ice-cream หรือ Cake หรือ ของหวานประเภทอื่นๆ บางครั้งเราจะเห็นคำว่า A la mode ซึ่งแปลว่า ขนมหวานอะไรก็ตามที่มีไอศกรีมโปะอยู่ เช่น Waffles à la Mode แต่คำว่า A la mode อาจจะพบได้ในอาหารคาวบางเมนู ซึ่งในที่นี้จะหมายถึง อาหาร(มักจะเป็นเนื้อ)ที่เคี่ยวกับผักและไวน์ เช่น Boeuf à la mode



บางครั้งเราจะเจออาหารที่จัดมาเป็นชุดให้เลย (รวมพวก Appetizer, Main course, Side dish, Desert มาให้) เรียกว่า Table d'hôte (อ่านว่า ทาเบิลโดท) หรือที่คุ้นกันหน่อยก็คือ Set menu ร้านอาหารบางที่ที่จัดชุดมาให้แล้วคิดราคาเบ็ดเสร็จเลย อาจจะใช้คำว่า Prix fixe (fixed price) ส่วนใครที่ไม่ชอบทานอาหารเป็นชุด เพราะเยอะเกินไป อยากจะสั่งเป็นจานเดี่ยว หรือ A la carte มาตามที่เราต้องการก็ได้

ถ้าเราอยากเพิ่มรสชาติอาหาร อาจจะขอเครื่องปรุงเพิ่ม ก็จะเรียกว่า Condiment ซึ่งคำนี้มักใช้กับเครื่องปรุงที่เป็นน้ำหรือของเหลว เช่น sauce, vinegar (น้ำส้มสายชู) แต่ถ้าของแห้ง เช่น pepper (พริกไทย) oregano (ออริกาโน) ก็จะเรียกว่า Seasoning นอกจากเครื่องปรุงแล้ว อาหารบางจานยังมีของประดับตกแต่งให้ดูสวยงาม เช่น ใบไม้ ดอกไม้ มะนาวฝาน เราจะเรียกของตกแต่งพวกนี้ว่า Garnish



คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารยังไม่หมดแค่นี้นะคะ บางทีเราก็จำได้ไม่หมดหรอก แต่เราสามารถเดาความหมายได้จากรูปประกอบ หรือรายการอาหารอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียง เช่น เราอาจจะเจอคำว่า Soft drink ที่เราไม่รู้ความหมาย แต่พอเราดูรายการอาหารที่อยู่ในหมวดหมู่นี้ เช่น โค้ก แฟนต้า เราก็พอจะเดาได้ว่า คำๆนี้ หมายถึง น้ำอัดลมนั่นเอง รู้อย่างนี้แล้ว คราวหน้าถ้าได้ลองไปร้านอาหารที่มีเมนูภาษาอังกฤษ อย่าลืมสังเกตคำศัพท์ด้วยนะคะ เราอาจจะได้เรียนรู้คำอื่นๆเพิ่มเติมก็ได้นะ :)

References: 
http://en.wikipedia.org/
http://www.thefreedictionary.com

ขอบคุณภาพจาก: 
http://mogumogublog.files.wordpress.com/
http://www.reyesbarbecue.net
www.sandyalamode.com 
http://cdn.trendhunterstatic.com/

Sunday, April 20, 2014

แรงบันดาลใจ มาจากไหน (Where Does Inspiration Come From?)

ขณะที่กำลังรู้สึกว่าช่วงนี้ไม่มีไอเดียในการเขียนเลย เราก็นึกย้อนไปว่า ไอเดียมาจากแรงบันดาลใจ เอ๊ะ! แล้วแรงบันดาลใจมาจากไหนล่ะ ก็เลยพยายามคิดว่า จะเขียนอะไรดี นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก มิน่า ไม่แปลกเลยที่เขาว่ากันว่า นักเขียนไส้แห้ง เพราะบทจะนึกอะไรไม่ออก ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรจริงๆ

นุชเลยถามตัวเองว่า แรงบันดาลใจมาจากไหน นั่นสิ แรงบันดาลใจมาจากไหนกัน




แล้วความที่ไม่มีแรงบันดาลใจ ก็ทำให้มีแรงบันดาลใจเกิดขึ้นมาซะงั้น เอ๊ะ! ยังไงกัน

คืออย่างนี้ค่ะ การที่นุชไม่มีแรงบันดาลใจ ทำให้นึกสงสัยว่า แล้วแรงบันดาลใจมาจากไหนกันนะ คิดไปคิดมา ก็เลยคิดขึ้นได้ว่า ทำไมเราไม่เขียนเกี่ยวกับคำว่า "แรงบันดาลใจ" ว่ามาจากไหนไปเลยล่ะ ว่าแล้วก็มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าค่ะ

คำว่าแรงบันดาลใจ (inspiration) หรือในรูปกริยาก็คือ inspire มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน คือคำว่า in (จากข้างใน) กับคำว่า spirare (breathe, live หรือจะนึกถึงคำว่า spirit ก็ได้)

คำว่า in- เป็นคำที่เติมข้างหน้าคำรากศัพท์ (root word) ซึ่งเราจะเรียกว่าเป็น prefix โดยปกติ in- จะใช้เติมหน้าคำเพื่อสื่อความหมายว่า in หรือมาจากข้างใน/เกี่ยวกับภายใน เช่น inland (เข้าในประเทศ/ในดินแดน) หรืออาจจะทำให้คำมีความหมายปฏิเสธ (not) เช่น inconvenient (ไม่สะดวก)

ส่วนคำว่า spirare เป็นคำรากศัพท์ ซึ่งแปลว่า breathe (หายใจ) หรือ live (มีชีวิตอยู่) โดยคำว่า spirit หรือจิตวิญญาณในภาษาอังกฤษ ก็รับมาจากคำนี้ 
[จิตวิญญาณ ก็คือ การมีอยู่ (live) และการที่จะมีชีวิตอยู่ได้ ก็จะต้องมีการหายใจ (breathe) นั่นเอง]

ดังนั้น ถ้านำ in + spirare มารวมกันแล้ว ก็จะแปลความหมายได้ว่า จิตวิญญาณที่มาจากภายใน แรงบันดาลใจเป็นสิ่งที่เกิดจากภายในจิตใจเรา และเป็นสิ่งที่จะมาเมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้

รากศัพท์ spirare นี้ ยังแตกแขนงมาเป็นคำศัพท์อื่นๆอีก เช่น respire,  conspire,  perspire,  aspire etc.




ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อยละกันนะคะ คำว่า respire แปลว่า หายใจ เป็นคำเก๋ๆ ที่มีความหมายเดียวกับ breathe มาจากคำว่า re- (อีกครั้ง) กับ spirare (หายใจ) ก็แปลตรงตัวเลยว่าเป็นการ หายใจอีกครั้ง ซึ่งก็คือ หายใจนั่นแหละค่ะ คนที่เรียนวิชาชีววิทยา หรือวิชาทางสายแพทย์ คงคุ้นเคยกับคำว่า respiratory system หรือระบบหายใจใช่มั๊ยคะ

อีกคำหนึ่งก็คือ conspire แปลว่า ร่วมกันวางแผน/สมคบคิด คำนี้มาจาก con (ร่วมกันหรือรวมกัน) + spirare (มีชีวิตอยู่/มีจิตวิญญาณ) เมื่อรวมกันแล้ว ก็จะได้ความหมายว่า มีจิตวิญญาณร่วมกัน ซึ่งก็เป็นความหมายของการวางแผนร่วมกันนั่นเอง การจะสมคบคิดกันทำอะไรซักอย่าง ก็แสดงว่าเราจะต้องมีอุดมการณ์หรือจิตวิญญาณที่เหมือนกัน หรือจะต้องนำเอาจิตวิญญาณของทุกคนมารวมกันเพื่อกระทำการนั่นเอง

และนี่ก็คือที่มาของคำว่า "แรงบันดาลใจ" และคำอื่นๆที่มีรากศัพท์เดียวกันค่ะ ส่วนแรงบันดาลใจจริงๆ หากว่าเราอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเรานั้น จากประสบการณ์ส่วนตัว พบว่า การอ่านหนังสือ การสงสัย ตั้งข้อสังเกต หมั่นตั้งคำถาม และจดบันทึก ก็ทำให้แรงบันดาลใจเกิดขึ้นได้ค่ะ :)

การเรียนภาษาก็เช่นกัน การหมั่นสังเกต จดจำคำศัพท์ ประโยค และหมั่นหาข้อมูล ก็ทำให้เราได้คำศัพท์เพิ่มขึ้นมานะคะ ดูอย่างกรณีนี้สิ จากคำๆเดียว คำว่า แรงบันดาลใจ ทำให้เราได้รู้คำศัพท์เพิ่มขึ้นมาอีกหลายคำเลยเชียวนะ ^_^



References:
http://www.etymonline.com/
http://www.babylon.com/
http://www.latin-dictionary.net/

ขอบคุณภาพจาก
http://www.tnooz.com/article/is-turning-dreams-into-reality-the-way-to-solve-trip-inspiration/
http://www.ccpa-accp.ca/blog/?p=2911
http://bloodclotrecovery.net/get-inspired-7-steps/

Monday, December 30, 2013

ของฝากจากการไปท่องต่างแดน (เวียตนามเหนือ) - ตอนที่ 1

พอดีเมื่อต้นเดือนธันวาคมนุชได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างแดนค่ะ เราไปเที่ยวส่วนตัวเองนะ ก็คือเราไปเป็น tourist หรือ traveler แต่ถ้าเราไปเที่ยวหรือไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน เราก็จะเป็น expatriate หรือย่อๆว่า expat ภาษาไทยก็คือ คนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน คำอีกคำที่คล้ายๆกันก็คือ expedition หมายถึง การเดินทางเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง(จะออกแนวทางการ) แต่จะไม่ได้ใช้กับการ backpacking ชิลด์ๆของเราแบบนี้ อีกคำที่หน้าตาคล้าย expatriate กับ expedition ก็คือ expedite แต่คำนี้แปลว่า เร่งหรือทำให้เร็วขึ้นค่ะ

นอกเรื่องซะยาว ขอวกกลับเข้ามาที่เดิม

ใครที่ชอบท่องเที่ยว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ป้ายต่างๆเป็นสิ่งสำคัญที่เอาไว้บอกสถานที่ โดยเฉพาะป้ายห้องน้ำ บางประเทศถึงกับควรศึกษาคำว่าห้องน้ำของภาษานั้นก่อนไปเลยทีเดียว

ตอนนุชไปเที่ยวเวียตนามเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้ไปชมสุสานและพิพิธภัณฑ์โฮจิมินท์ ตอนแรกหาห้องน้ำไม่เจอ โชคดีที่พี่สาวเห็นป้ายคำว่า WC พอดี เลยบอกว่านี่แหละคือห้องน้ำ พอดีพี่สาวเคยเรียนภาษาเยอรมันแล้วบอกว่าก็ได้เรียนคำนี้ แปลว่าห้องน้ำ เราเลยรอดชีวิตไป

ขอบอกว่าตั้งแต่เกิดมา ก็เพิ่งจะรู้ว่าคำว่าห้องน้ำมีใช้คำนี้ด้วย เท่าที่เคยเห็นประเทศอื่นใช้ก็อย่างเช่น อเมริกาจะใช้ restroom หรือ bathroom หรืออย่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในระบบบริติช ก็จะใช้ toilet อีกคำหนึ่งที่เห็นบ่อยๆบนเครื่องบินก็คือ lavatory (ส่วนตัว)ไม่ค่อยเห็น WC เลย (รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมได้ใน http://english-is-all-around.blogspot.com/2013/06/blog-post_21.html)

 รูปฝากพี่ที่ไปด้วยถ่ายป้ายให้ แต่ดันติดเรามาโดยบังเอิญ หุหุ

แล้ว WC ทำไมถึงใช้แทนคำว่าห้องน้ำล่ะ?? คืออย่างนี้ค่ะ WC ย่อมาจาก Water Closet ก็คือ ห้องที่มีน้ำนั่นเอง ซึ่งคำนี้ใช้กันในประเทศอังกฤษและประเทศในแถบยุโรปบางประเทศค่ะ (เราไม่เคยไปอังกฤษเลยไม่ทราบว่าเขาใช้คำไหนมากกว่ากันระหว่าง WC กับ toilet)



หมวกฝากจากเวียตนามค่ะ


คำอีกคำหนึ่งที่มีความหมายว่าห้องน้ำที่ใช้กันในภาษาพูด(ไม่เป็นทางการ) ก็คือคำว่า loo นอกจากนี้ก็มีคำแสลงอื่นๆที่แปลว่าห้องน้ำอีกด้วย หากอยากรู้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านได้ที่หน้าเพจ http://www.users.waitrose.com/~ttagrevatt/vlav/words.html ส่วนตัวตอนไปล่องเรือชม Halong Bay ที่เวียตนาม ไกด์ใช้คำว่า Happy room แทนคำว่าห้องน้ำค่ะ ซึ่งพอพูดออกมา เราก็พอจะเดาได้ว่าพี่แกหมายถึงห้องอะไร :)

ขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง มีเรื่องเล่าว่า สาเหตุที่ใช้คำว่า loo เรียกห้องน้ำก็เพราะว่า สมัยก่อน ห้องน้ำมักจะถูกจัดไว้ที่ห้องเบอร์ 100 ซึ่งตัวเลขนี้ พออ่านเป็นภาษาอังกฤษ ก็เหมือนคำว่า loo นั่นเอง จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่เก็บมาให้อ่านเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆละกันนะคะ

เรื่องของห้องน้ำนี่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร จริงๆแล้วห้องน้ำมีเรื่องราวหรือประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจและบางครั้งเราคิดไม่ถึงเลยทีเดียวนะ ใครที่สนใจอาจจะไปหาอ่านได้ใน Facebook ที่ชื่อ Interpoo (https://www.facebook.com/interpoobangkok) ไม่ได้รู้จักเจ้าของเพจเป็นการส่วนตัวและไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ แต่พอดีไปอ่านแล้วได้รับความรู้ดีๆเลยอยากมาแบ่งปัน

ครั้งหน้าจะขอมาแชร์ของฝากจากการไปเวียตนามต่อนะคะ อย่าลืมติดตามกันต่อนะ ยังไม่จบ ^^

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามและติดตามเราได้ทาง Facebook ที่ชื่อว่าKnowledge Is All Around  (https://www.facebook.com/knowledgeisallaround) นะคะ

References:
http://en.wikipedia.org/wiki/Toilet
http://uk.answers.yahoo.com/question/index?qid=20060802123452AAuwVEd
http://kottke.org/05/02/loo-etymology