Translate

Saturday, July 13, 2013

หาแรงบันดาลใจและเอาเยี่ยงอย่าง

สวัสดีค่ะ เมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่แล้ว มีข่าวว่า พี่วินมอเตอร์ไซด์คนหนึ่งนามว่าเดชชาติ ได้สัมภาษณ์กับนักข่าวสิงคโปร์ เนื่องจากสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่ว พี่แกบอกว่าชอบดูหนังฝรั่งแบบ original soundtrack ฟังเพลงฝรั่ง และที่ต้องขอชมว่าสุดยอดเลยก็คือ พี่แกก็ท่อง dictionary เพิ่มพูนความรู้ให้ตัวเองด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่แกพูดภาษาอังกฤษได้คล่องกว่าคนที่เรียนจบปริญญาหลายๆคนอีกนะ(ไม่ได้โม้นะคะ แต่บางทีมันก็น่าคิดจริงๆ)

พี่วินเดชชาติยังบอกอีกว่า สนใจที่จะหาความรู้เพิ่มเติมอีกเรื่องเทคโนโลยี ฟังพี่แกแล้วน่าชื่นชมจริงๆ ว่าแกเป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่ใฝ่รู้ ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ใครที่อยากเก่งภาษา น่าเอาเป็นแบบอย่างนะคะ ใครที่อยากรู้วิธีการเรียนรู้ด้วยตัวเองของเขามากขึ้น สามารถเข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ได้ที่ http://www.thairath.co.th/content/life/353119

เห็นมั๊ยคะว่าคนเรา ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาสูงๆมาก็เก่งภาษาอังกฤษได้ บางคนเรียนจบมาจากประเทศที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ยังพูดภาษาอังกฤษด้อยกว่าคนที่ไม่เคยไปเรียนต่างประเทศแต่ฝึกภาษาด้วยตัวเอง ก็มีถมเถไปนะคะ (อันนี้เคยเจอมากับตัว) หรือใครอยากจะพิสูจน์ ก็ลองดูคลิปสัมภาษณ์ของคุณโมเม นภัสสร ในรายการ EB-Tea Break ดูสิคะ




คนเราถ้าไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ขวนขวายด้วยตัวเอง ยังไงภาษาอังกฤษต้องพัฒนาขึ้นแน่นอนค่ะ หลายๆคนบ่นว่าไม่มีเวลาไปเรียนภาษาอังกฤษเลย แค่ทำงานก็หมดเวลาแล้ว งั้นลองเปลี่ยนเป็นเรียนภาษาอังกฤษเองดีมั๊ยคะ เวลายืดหยุ่นได้มากกว่าเพราะเราเป็นคนวางแผนเวลาได้เอง แต่ถ้าใครบอกว่า ก็ยังไม่มีเวลาฝึกเองอีก ลองถามตัวเองดูนะคะว่า ถ้าวันนี้คุณบอกตัวเองว่าไม่มีเวลา อีกสิบปีข้างหน้าคุณก็จะไม่มีเวลาเหมือนเดิมหรอกค่ะ ซึ่งปัญหามันก็อยู่ที่การจัดสรรเวลาของตัวคุณเองแล้วล่ะ

ทีนี้สำหรับคนที่พอจะจัดสรรเวลาได้ ก็ลองหาเวลาบางวันมานั่งดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านคอลัมน์หรืออะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษดูสิคะ ครั้งละ 1-2 ชั่วโมงก็ได้ บางคนยังเจียดเวลามาดูละครหลังข่าวได้เลย ทำไมจะเจียดเวลามาดูหนังฝรั่งบ้างไม่ได้ล่ะคะ

สรุปที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็อยากจะให้ทุกคน หาแรงบันดาลใจ หรือใครก็ได้ ที่สามารถเอามาเป็นเยี่ยงอย่างในการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะได้มีกำลังใจสู้ต่อไป และเอามาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง อย่าลืมนะคะ ไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ AEC ภาษาอังกฤษยิ่งสำคัญเลยค่ะ มีผลต่อการทำงานในอนาคตแน่นอน ใครจะรู้ ประเทศเพื่อนบ้านอาจจะมาแย่งงานเราทำก็ได้นะ ถ้าเราหยุดพัฒนาตัวเองอ่ะ

อยู่เมืองไทยก็เก่งภาษาอังกฤษได้ค่ะ อย่าท้อแท้ สู้ต่อไปนะคะ ^^

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามและติดตามเราได้ทาง Facebook ที่ชื่อว่าKnowledge Is All Around  (https://www.facebook.com/knowledgeisallaround) นะคะ

ขอบคุณรูปภาพจาก http://under30ceo.com/pictures-12-inspirational-quotes-for-entrepreneurs/

Saturday, June 29, 2013

เรียนภาษาอังกฤษจากการอ่านนิทานหรือนิยาย

สวัสดีค่ะ มาพบกันอีกครั้ง วันนี้เราจะมาพูดถึงคำว่า synchronize ต่อจากครั้งที่แล้วกันนะคะ

บางครั้งการอ่านหนังสือ นิทานหรือนิยายก็ทำให้เราได้คำศัพท์เพิ่มขึ้นมานะคะ อย่างนุชจะชอบอ่านเทพนิยายกรีกโรมันซึ่งก็ทำให้ได้คำที่เป็นรากศัพท์ของภาษาอังกฤษหรือสำนวนบางอย่างมาด้วยนะ

ว่าแล้วก็ยกตัวอย่างมาให้ฟังสักเรื่องหนึ่งละกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์หนึ่งที่มีชื่อว่า โครนอส (Chronos) ภาษากรีกจะเขียนว่า Χρόνος โครนอสเป็นเทพที่มีลักษณะเป็นชายชรา หนวดเครารุงรัง โครนอสมีพ่อเป็นเทพแห่งท้องฟ้า ชื่อเทพยูเรนัส (Urenus) ซึ่งพอโครนอสเติบใหญ่ก็แย่งชิงบัลลังก์มาจากพ่อตัวเอง ทำให้เมื่อมีบุตรชาย คือซุส (Zeus)หรือราชาแห่งทวยเทพ ก็ถูกกรรมตามสนอง เพราะซุสก็แย่งชิงบัลลังก์มาจากโครนอสอีกที

โครนอส เทพแห่งเวลา

โครนอสนั้นนอกจากจะเป็นบิดาของซุสที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปแล้ว โครนอสยังเป็นเทพเจ้าแห่งกาลเวลาอีกด้วย ดังนั้นในภาษากรีกคำว่า chronos จึงมีความหมายว่า เวลา คำว่า chron- จึงเป็นรากศัพท์(root word) ของภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับเวลาค่ะ

คำว่า syn- เป็นคำที่ไว้เติมข้างหน้าคำอื่น(prefix) มีความหมายว่า "เหมือนกัน" ดังนั้นเมื่อเติมข้างหน้า chron- จึงแปลว่า เกิดในเวลาเดียวกัน ส่วนคำ -ize เป็นคำลงท้าย (suffix) เพื่อทำให้คำมีหน้าที่เป็นกิริยา(verb) เมื่อนำทั้งสามส่วนมารวมกันจึงได้คำว่า synchronize เช่น The soundtrack did not synchronize with the action.[1] ถ้าเป็นคำคุณวิเศษณ์(adjective) ก็จะเป็น synchronous(ที่เกิดในเวลาเดียวกัน) หรือถ้าเป็นคำนาม(noun) ก็คือ synchronization (การเกิดในเวลาเดียวกัน)

นอกจากนี้รากศัพท์ chron- ยังนำมาสร้างคำได้อีกมากมาย เช่น chronic(adj.) ที่แปลว่าเรื้อรังหรือประจำ เช่น chronic illness คือการเจ็บป่วยที่เป็นเรื้อรัง chronicle(n.) คือเหตุการณ์ที่บันทึกตามลำดับเวลา เช่นหนังเรื่อง The Chronicles of Narnia บางครั้งก็มีการใช้สร้างคำเฉพาะในบางสาขาวิชา เช่น chronometer (มาตรวัดเวลา) เป็นต้น

ตอนเด็กๆนุชจำได้ว่าเคยดูการ์ตูนเรื่อง The Mask หน้ากากเทวดา (พระเอกจะใส่หน้ากากแล้วแปลงร่างเป็นหน้าเขียวๆ พระเอกเลี้ยงสุนัขชื่อไมโล) มีอยู่ตอนหนึ่งที่มีตัวละครชื่อ Chronos เป็นตัวร้าย พยายามจะครอบครองโลกโดยใช้ความได้เปรียบที่ตัวเองสามารถควบคุมเวลาให้เดินหน้าหรือถอยหลังตามใจตัวเองโดยใช้เครื่อง time machine ที่สร้างขึ้นมา (หากอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถหาอ่านได้ในวิกิพีเดียค่ะ) ซึ่งตัวละครนี้ นุชจำชื่อได้แม่นจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ (เพิ่งมารู้ทีหลังว่าตัวละครนี้ชื่อเต็มคือ Dr. Amelia Chronos ซึ่งเค้าก็จงใจตั้งชื่อนี้ โดยนำมาจากเทพเจ้ากรีกนั่นแหละค่ะ) 


ดร.โครนอสตัวร้าย


ดังนั้นการดูการ์ตูน อ่านนิทานหรือเทพนิยาย ก็ทำให้เราได้คำศัพท์เพิ่มขึ้นนะคะ แต่อย่าลืมว่าถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็เน้นเป็นภาคภาษาอังกฤษดีกว่า เพราะจะทำให้ได้ฝึก reading และ listening มากกว่าแบบภาคภาษาไทยนะคะ และนอกจากนี้เราก็จะได้ซึมซับ grammar และการใช้คำไปเองแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องมานั่งท่องเลยค่ะ

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามและติดตามเราได้ทาง Facebook ที่ชื่อว่าKnowledge Is All Around  (https://www.facebook.com/knowledgeisallaround) นะคะ

References:
1. English-English Oxford Dictionary
2. Wikipedia
3. http://www.rebellesociety.com/2012/10/11/the-writers-way-week-two-facing-procrastination/chronos_oeuvre_grand1/
4. http://the-mask.wikia.com/wiki/Dr._Amelia_Chronos

Wednesday, June 26, 2013

เรียนภาษาอังกฤษจากการอ่านไปเรื่อย(เปื่อย)


สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษจากการอ่านไปเรื่อยเปื่อยนะคะ สมัยนี้ข่าวสารอะไรๆก็ไปได้ทั่วถึงหมดเพราะเรามีโซเชียลมีเดียที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูลอะไรให้เรามากมาย ยกตัวอย่างเมื่อเช้านี้นุชก็เข้า Facebook ไปเช็คข้อมูลข่าวสารไปเรื่อย ก็ไปเจอกับบทความหนึ่งที่เป็นบทความตลกเชิงเสียดสีเกี่ยวกับอาชีพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (Flight Attendant หรือ Cabin Crew หรืออาจะรู้จักในชื่อ stewards/stewardesses หรือ air hosts/hostesses)

พออ่านบทความจบก็สังเกตเห็นว่า มีส่วนที่เป็นเว็บลิงค์ไปยังอีกเว็บหนึ่งที่ขึ้นหัวข้อว่า Stars without Makeup พร้อมกับโชว์หน้าดารานักร้องสาวนางหนึ่ง ซึ่งเราก็อยากจะเห็นรูป เพราะรู้สึกว่านักร้องคนนี้เป็นคนที่ ถ้าไม่แต่งหน้าก็ไม่ขี้ริ้วอะไร ว่าแล้วก็ต้านทานความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว ก็เลยคลิกเข้าไป

ทีนี้เราก็เข้าไปดูรูปแล้วก็เลื่อนลงมาอ่านคอมเม้นท์ข้างล่างก็พบว่ามีคน [ฝรั่ง] คนหนึ่ง  ต่อว่านักร้องสาวนางนี้ว่าไม่ชอบการร้องเพลงของเธอเลย ทั้งการร้องสดและการลิปซิงค์ เอาล่ะสิ งานนี้เราดันเจออะไรที่ไม่คาดฝัน ไม่ใช่ว่าโมโหแทนหรืออะไรนะคะ คืออย่างนี้ค่ะ ตาฝรั่งคนนี้เขียนคำว่า ลิปซิงค์ เป็น lip synch ซึ่งตามที่เราเข้าใจตอนแรก ก็คิดว่ามันน่าจะเขียนว่า lip sing(ing) แต่เอ...ทำไมเขาถึงเขียนอย่างนี้ล่ะ หรือว่ามันจะเป็นการแปรสภาพคำแบบเปลี่ยนบางตัวอักษรแต่เสียงยังคงเดิม (เช่นภาษาวัยรุ่นหรือพวกฮิปฮอปจะใช้คำว่า muzik แทน music โดยที่เป็นการเปลี่ยนตัวอักษร แต่การออกสียงยังคงเดิม ก็คงคล้ายๆกับภาษาวัยรุ่นคำว่า เธอ เขียนว่า เทอ อะไรทำนองนี้มั้งคะ) อย่างคำว่า synch อ่านออกเสียงก็คล้ายๆกับ sing อยู่นะ



ว่าแล้วด้วยความสงสัย ก็เลยวิ่งไปหาอากู๋ (Google) เผื่อว่าแกจะช่วยคลายความสงสัยลงได้ ทายสิคะเว็บแรกที่โชว์ข้อมูลเราแบบสะดุดตาคืออะไร ............... ถูกต้องค่ะ วิกิพีเดียค่ะ (ไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ) พี่วิกี้นี่เป็นผู้มีพระคุณมากเลยค่ะ แกบอกเรามาเกินกว่าที่เราสงสัยอีกนะ เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า คำว่าลิปซิงค์ ฉบับเต็มๆก็คือ lip synchronization ดังนั้นถ้าจะเขียนให้ถูกต้องก็คือ Lip sync, lip-sync หรือ lip-synch ค่ะ ซึ่งคำว่า synchronize มีความหมายว่า ทำหรือเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะให้แปลความหมายก็ประมาณว่า เป็นการใช้ริมฝีปากไปพร้อมๆกับการเปิดเพลงหรือเสียงที่อัดไว้แล้วนั่นเอง

แต่ช้าก่อน!! พี่วิกกี้ไม่ได้ให้คำจำกัดความของการลิปซิงค์ไว้แค่การร้องเพลงที่เปิดไปพร้อมกับเสียงที่อัดไว้อยู่ก่อนแล้วนะคะ แต่คำนี้หมายความรวมไปถึง การเอาเสียงที่บันทึกไว้แล้ว มาเปิดทับวิดีโอหรือเทปบันทึกบางประเภท เช่น การพากษ์เสียงในหนัง (บางทีก็ใช้คำว่า dub) ซึ่งก็ทำให้เราได้รับความรู้เพิ่มเติมว่า ลิปซิงค์หรือการพากษ์มีหลายแบบ แบบที่พากษ์เสียงภาษาเราทับเสียงภาษาเดิม (Original Soundtrack) หรือหนังจำพวก musical ก็จะมาลิปซิงค์หรือมาใส่เพลงที่ร้องทีหลังให้เข้ากับปากนักแสดงในเทปที่อัดไปแล้ว ซึ่งขั้นตอนนี้ทำตอนบันทึกหนังเสร็จแล้ว (ก็แน่ล่ะสิ!!) แต่ถ้าเป็นแบบหนังแอนนิเมชั่น จะพากษ์เสียงก่อนที่เค้าจะสร้างตัวละครโดยใช้กราฟฟิก (เพราะต้องมีการวาดปากให้ขยับตรงกับคำพูดที่พูดออกมา) ซึ่งการลิปซิงค์แบบนี้ก็ใช้กับการสร้างเกมส์ด้วยนะ

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการร้องเพลง หลายคนไม่ชอบการลิปซิงค์นะ ซึ่งเราก็(เคย)เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น เพราะรู้สึกว่าเหมือนโดนหลอก แต่แล้วพี่วิกกี้ก็ทำให้เราได้เห็นมุมมองอื่นมากขึ้นว่า บางทีนักร้องก็มีเหตุผลในการลิปซิงค์นะ บางคนต้องเต้นไปร้องไป ถ้ามัวแต่ร้องสด คนดูอาจจะทนกับเสียงหอบแฮ่กๆไม่ไหวก็ได้ หรือบางคนป่วยหรือร่างกายไม่เอื้ออำนวยจริงๆ ประมาณว่าถ้าร้องสด เสียงอาจจะสยองก็ได้ ก็เลยจำเป็นต้องลิปซิงค์ หรือบางทีถ้าไปออกรายการทีวี เค้าจะขอให้ลิปซิงค์แทนการร้องสด เพราะไม่ต้องใช้เวลาในการซ้อมนักดนตรีก่อนอัดเทปนานนัก

พูดไปพูดมา ชักจะออกอ่าวไทยไปแล้วค่ะ >.< เอาเป็นว่าถ้าอยากจะบอกว่านักร้องคนนี้ไม่ได้ร้องสด ก็ใช้คำว่า lip synch ย่อๆก็ได้ หรือจะใช้อีกคำว่า mime (คำนามคือ miming ค่ะ) หรือ dub ก็ใกล้เคียงค่ะ

ตอนหน้าเราจะพูดกันถึงคำว่า synchronize ค่ะ ว่าทำไมเขียนยากและยาวจัง มันมีที่มาอย่างไร รอติดตามกันนะคะ

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามและติดตามเราได้ทาง Facebook ที่ชื่อว่าKnowledge Is All Around  (https://www.facebook.com/knowledgeisallaround) นะคะ

ขอบคุณ Wikipedia สำหรับข้อมูลและรูปจาก http://stocktoons.com/design/stock-cartoon-of-a-man-in-a-blue-suit-singing-by-ron-leishman-1626